http://www.herbsuper.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ03/09/2010
อัพเดท23/06/2017
ผู้เข้าชม323,724
เปิดเพจ555,720

สมุนไพรไทย มรดกบรรพชนคุณค่าควรคู่สุขภาพ

สมุนไพรหลากหลายชนิดที่คุณต้องการรวมกันที่นี่

ปลาไหลเผือก มหัศจรรย์แห่งสมุนไพรเพื่อศักยภาพความเป็นชายที่สมชาย

ตำรายา "สมุนไพร"โบราณอยู่ที่นี่

"สมุนไพร"ข้อมูลจำเพาะที่คุณควรรู้

วิธีการเก็บสมุนไพร ตามสูตรโบราณ

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่1)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่2)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่3)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่4)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่5)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(คอนที่6)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่7)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่8)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่9)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่10)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่11)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่12)

ผลิตภัณฑ์กาแฟสมุนไพรสำหรับผู้ชายสุดยอดความเป็นชายเพื่อคุณ

เกร็ดความรู้เรื่องเครื่องยาหลัก ๆ

สุดยอดสมุนไพรมหัศจรรย์

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่12)

1.        ต้นผักปราบ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Commelina  Benghalenis  Linn

วงศ์  COMMELINACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  ผักปราบ

ลักษณะ  ต้นผักปราบ  เป็นไม้เนื้ออ่อนล้มลุก  ลำต้นสูงไม่เกิน  12  นิ้วฟุต  ลำต้นสีเขียวเทา ๆ  มีใบแยกจากลำต้น  โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้นต่อไปเป็นโคนใบ  ในมีสีเขียวอ่อนสด ๆ กาบยาวมาตามก้านของใบแล้วกลายเป็นโคนใบ  เฉพาะใบยาวประมาณไม่เกิน  4-8  เซนติเมตร  กว้างประมาณ  3-5  เซนติเมตร  ดอกสีม่วงเล็ก ๆ  เป็นกลีบ ๆ  งาม  ถ้าดอกใหญ่จะงามมากทีเดียว

การเจริญเติบโต  :  ขึ้นได้ในดินทุกชนิด  และเป็นไม้ที่เกิดทุกภาคของประเทศไทย  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการแยกต้นหรือหน่อ

ประโยชน์  :  เนื่องจากเป็นต้นไม้เล็ก ๆ  และข้นง่าย  ดอกก็เล็กมาก  จนไม่มีผู้ใดสังเกตและสนใจ  แต่ถ้าจะนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ  ก็จะงามน่าดูเหมือนกัน  และถ้าหากต้นผักปราบนี้เป็นไม้ดอกใหญ่แล้ว  ดอกจะงามน่าดูทีเดียว

สรรพคุณ  :  ใช้ทั้งต้น  นำมาปรุงเป็นยาแก้ไข้  และใช้เป็นยาแก้อาเจียนได้

 

2.        ต้นแฝกหอม

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Vetiveria  zizanioides

วงศ์  :  GRAMINEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่วๆไปเรียก  แฝก  แฝกหอม  หญ้าแฝกหอม

ลักษณะ  ต้นแฝกหอม  เป็นไม้กอล้มลุกเนื้ออ่อน  จำพวกหญ้าคาหรือหญ้าแฝก  หรือตะไคร้เป็นต้น  ใบเล็กยาวปลายแหลมคล้ายใบหญ้าคา  แต่ยาวกว่าใบหญ้าคา  ขนาดใบตะไคร้หอม  ใบคมทั้งสองข้าง  เส้นแกนกลางใบมีสีขาวตลอดใบคล้ายพวกแฝก  รากคล้ายรากหญ้าคามีกลิ่นหอม

การเจริญเติบโต  :  ต้นแฝกหอมมีขึ้นตามที่ลุ่ม ๆ  ทั่วๆ ไป  และตามพื้นที่ต่ำแฉะ  มีปลูกกันไว้ตามบ้านและสวนก็มีบ้าง  เพื่อจะนำมาใช้ทำยา

สรรพคุณ  :  รากมีรสเย็น  ทำดวงจิตให้ชุ่มชื่น  ปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้  ทำให้หาวเรอ  แก้ปวดท้องจุกเสียด  แก้ท้องอืด  แก้ไข้เพื่อลม  และขับปัสสาวะ  ทำให้เย็น

 

3.        ต้นพญารากดำ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Diospyros  variegata

วงศ์  EBENACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  พญารากดำ  ไม้ดำ  ดำดีหมี  ดำดง

ลักษณะ  ต้นพญารากดำเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ใบดกหนาทึบ  มีลักษณะคล้ายใบมะม่วง  แต่เล็กและสั้นกว่าเล็กน้อย

การเจริญเติบโต  :  ขึ้นประปรายเป็นหมู่ ๆ  ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป  จะพบทางภาคเหนือและภาคอื่นๆ  ก็มี  แต่ไม่มากนัก  การขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่งปลูกก็ได้

ประโยชน์  :  เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน  ทำเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ  อุปกรณ์เครื่องประกอบสิ่งของต่างๆ

สรรพคุณ  :  เนื้อไม่มีรสขมน้อย ๆ เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในกระทะเคี่ยวจนเปื่อยเละจนเป็นยางเหนียวสีดำคล้ายยาฝิ่น แล้วนำมาใส่ในกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไว้จนเย็น  เมื่อผ่ากระบอกออกจะเป็นรูปกระบอกไม้ไผ่  แล้วจึงเอามาตัดเป็นแว่นๆ นำไปชงน้ำต่างน้ำชา  รับประทานแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย  แก้เจ็บหลังเจ็บเอว  แก้โรคไตพิการ  น้ำเหลืองเสีย  แก้อ่อนเพลีย  แก้ร้อนใน  โดยมากเวลาปรุงเป็นยามักจะใช้คู่กันกับต้นพญารากขาว

 

4.        ต้นพิลังกาสา

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Ardisia  polycephala

วงศ์  MYRSINACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  พิลังกาสา

ลักษณะ  ต้นพิลังกาสา เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่  หรือเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กหรือขนาดย่อม  ใบหนาและแข็ง  คล้ายใบสาระภีหรือใบมะดัน  ใบเมื่ออ่อนมีสีแดง  รับประทานเป็นผักได้  ดอกเล็กเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุก  เมื่อยังอ่อนอยู่มีสีแดง  พอแก่จัดจะเป็นสีดำ  กลมโตขนาดเม็ดนุ่น  แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย  รับประทานเล่น ๆ  ได้  มีรสฝาดเล็กน้อย

การเจริญเติบโต  :  มีขึ้นตามป่าราบทั่วไป  มีปลูกกันตามบ้านเรือนเรือกสวนไร่นา  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการตอนหรือการใช้เมล็ดเพาะ  ขึ้นได้ในดินทั่วไปภาคกลางก็ยิ่งมีมาก

สรรพคุณ  : ใบ  แก้โรคตับพิการ

                ดอก  ฆ่าเชื้อโรค

                ผล  มีรสขม  แก้ไข้  แก้ท้องเสีย  ปรุงเป็นยาแก้ลมเป็นพิษ

                ต้น  แก้โรคเรื้อนกุฏฐัง

                ราก  มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย  แก้กามโรคและหนองใน  เอารากมาตำกับสุราแล้วเอาน้ำรับประทาน  แล้วเอากากมาพอก  ใช้ถอนพิษงู  พิษตะขาบพิษแมลงป่อง  และปรุงเป็นยาแก้ลมเป็นพิษด้วย

 

5.        ต้นเฟื่องฟ้าขาว

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Bougainvillea  spectabilis

วงศ์  NYCTAGINACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่วไปเรียก  เฟื่องฟ้า  ทางพายัพเรียก  ดอกกระดาด

ลักษณะ  ต้นเฟื่องฟ้า  เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่  เนื้อแข็ง  แต่เป็นไม้ที่เปราะและหักง่าย  ลำต้นมีหนาม  เช่นเดียวกับพวกมะกรูดหรือมะนาว  ใบเดี่ยว  สีเขียวแก่  ขอบใบเรียบ  ปลายใบแหลม  ยาวประมาณ  2-3  นิ้ว  กว้างประมาณ  1-1.5  นิ้ว  ออกสลับเยื้องกันตามกิ่ง  หนามที่มีจะอยู่ที่โคนก้านตรงข้อต่อของก้านกิ่งตรงตาของมัน  ความจริงดอกของเฟื่องฟ้านี้ก็คือใบของมันนั่นเองขณะที่เป็นดอกมีกลีบบางใส  เขาเรียกว่าใบดอก  เช่นเดียวกับพวกดอนย่า  ปลายกลีบดอกเป็นจัก ๆ  มี  5  กลีบสีขาว  บางทีกลีบนี้ก็ไม่บาน  แต่จะม้วนเข้าเป็นก้อนอุ้มลมไว้ในดอกนั้น

การเจริญเติบโต  :  เป็นไม้ที่ปลูกง่าย  มีทุกแห่งในประเทศไทย  ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิดขอให้ดินชุ่มชื้นก็แล้วกัน  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการตัดกิ่งปักหรือการตอน

ประโยชน์  :  ปลูกกันเป็นไม้ประดับ  เวลาออกดอกเต็มต้นดูสวยงามดี  หรือจะปลูกเป็นซุ้มไว้ที่หน้าบ้านก็ร่มเย็น  เด็ก ๆ  ชอบเก็บเอากดอกเฟื่องฟ้าที่มันม้วนกันเป็นตุ้ม  และอุ้มลมเอาไว้มาตบเล่น  มีเสียงดังโป๊ะ ๆ  เป็นที่สนุกสนาน

สรรพคุณ  :  เฟื่องฟ้านี้  แพทย์ไทยมิได้นำมาเข้ายา  เพราะไม่นิยมกัน  แต่รากมีรสเมาเบื่อ  ใช้ในการแก้พิษต่าง ๆ

 

 

6.        ต้นมะขามเทศ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Pithecolobium  Dulce

วงศ์  :  LEGUMINOSAE

ชื่อที่เรียก  ไทยทั่วไปเรียก  มะขามเทศ  จังหวัดแพร่เรียก  มะขามข้อง

ลักษณะ  ต้นมะขามเทศ  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ใบกลมโตขนาดหัวแม่มือ  สีเขียวสดตลอดทั้งต้นและกิ่งก้านโตกว่าใบมะขามไทย  ดอกเล็ก ๆ  เป็นฝอยสีขาว ๆ  เขียวๆ  ลักษณะเป็นฝอยคล้อยแซ่ล้างปืน มีฝักบิด ๆ งอ ๆ  เมล็ดในฝักพอกโตเป็นเปราะๆ  ฝักนี้เมื่ออ่อนเป็นสีเขียว  พอแก่จัดเป็นสีแดงอ่อน ๆ  หรือสีแดง  แล้วฝักจะแตกอ้าออกเห็นเนื้อในฝักสีขาว  เมล็ดในฝักเมื่ออ่อนเป็นสีเขียว  พอฝักแก่เมล็ดในก็แก่กลายเป็นสีดำล้วน  ฝักแก่นี้  เนื้อในฝักรับประทานเป็นอาหารได้  มีรสหวาน  มักฝาด  ต้นมะขามเทศนี้  ขณะเมื่อแตกใบอ่อน  จะมีแมลงทับมาวางไข่  และอาศัยอยู่จนเป็นตัว

การเจริญเติบโต  :  เป็นไม้ที่ขึ้นได้ในทุกภาคของประเทศไทย  ตามป่าโปร่งและดินธรรมดา  เดิมเป็นพันธุ์ไม้จากประเทศอเมริกา  เป็นไม้พวกจามจุรีหรือพวกกระถิน  แต่ขณะนี้ก็มาแพร่หลายในประเทศไทย  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตอนกิ่งก็ได้

ประโยชน์  :  ฝักนำมารับประทานเป็นอาหาร  มีรสหวาน  มัน  ฝาด  ใช้ปลูกเป็นรั้วบ้าน  เพราะต้นมีหนามทั้งต้น  และป้องกันภัยได้  เปลือก  มีน้ำฝาดนำมาใช้ย้อม  ผ้า  แห  อวนต่าง ๆ  ได้

สรรพคุณ  :  เปลือก  ต้มเอาน้ำฝาดมาใช้ล้างบาดแผล  ใช้เป็นยาสมานห้ามโลหิต  นำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง

 

7.        ต้นมะเดื่องปล้อง

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Ficus  Hispida,  Linn

วงศ์  MORACEAE

ชื่อที่เรียก  ไทยทั่วไปเรียก  มะเดื่อเปล้อง  ทางพายัพเรียก  เดื่อป่อง  นราธิวาส  เรียก  ฮกอสะนียา  ทางกะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอนเรียก  เอาแหน่

ลักษณะ  ต้นมะเดื่อปล้อง  เป็นไม้พุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง  ใบใหญ่กว่าใบมะเดื่ออุทุมพรมาก  แต่ใบหนากว่า  สีเขียวเข้มจนเป็นสีน้ำเงินแก่  ใบคายเป็นขน  ถ้าจับดูจะรู้สึกสาก ๆ คล้ายใบข่อย  ตามลำต้นมีรอยขวั้นเป็นข้อ ๆ  ไปตลอดจนถึงกิ่งด้วย  จึงเรียกกันว่ามะเดื่อปล้อง  ลูกมีลักษณะเช่นเดียวกันกับมะเดื่ออุทุมพร  และมีขนาดเดียวกันด้วย  ผิดแต่มะเดื่อปล้องนี้ไม่มีแมลงกินที่ใบเท่านั้น

การเจริญเติบโต  :  เป็นไม้ขึ้นในที่ทั่ว ๆ  ไปทุกภาคของประเทศไทย  ตามป่าราบ  ตามที่รกร้างว่างเปล่า  ตามริมน้ำลำธารลำห้วยและคลองทั่วไปขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด

ประโยชน์  :  ใบใช้ถูเมือกปลาไหลในการทำกับข้าว

                เปลือก  ใช้ทำเชือกหยาบ ๆ

สรรพคุณ  :  ต้นมะเดื่อปล้อง  มีรสเฝื่อนฝาด  แก้เม็ดฝี  และรับประทานแก้พิษในกระดูก

 

8.        ต้นมะนาวไม่รู้โห่

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Carisa  Carandas, Linn

วงศ์  APOCYNACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ ไปเรียก  มะนาวไม่รู้โห่

ลักษณะ  ต้นมะนาวไม่รู้โห่  เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดย่อม  ลำต้นมีหนามยาวและหลามคมแข็งทั้งต้น  หนามยาวประมาณ  1  นิ้ว  ถึง  1  นิ้วครึ่ง  มีหนามแข็ง  สีเขียวแก่  ใบมีขนาดกว้างครึ่งนิ้วถึง 1 นิ้ว  ยาวนิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว  ลำต้นสูงประมาณ  3-5  เมตร  ดอกออกเป็นช่อ  มีสีขาวบริสุทธิ์  มีกลีบ 6 กลีบ  ก้านดอกสีขาวชมพูเขียว  ทั้งดอกยาวประมาณ  1  นิ้ว  ผลอ่อนเป็นสีชมพูจาง  พอแก่จะเป็นสีชมพูอ่อน ๆ  สลับขาว  มองดูสวยงามน่าดู  พอแก่จัด ๆ  เข้าจะเป็นสีดำ

ประโยชน์  :  ปลูกเป็นไม้ประดับ  แต่เสียที่มีหนามมาก  ดอกใช้เป็นอาหารนำมาแกงรับประทานได้

การเจริญเติบโต  :  ปลูกได้ในดินทุกชนิด  ไม่แห้งแล้งจนเกินไปก็ขึ้นได้  การขยายพันธุ์ได้ด้วยการตอนกิ่งหรือการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ  :  เนื่องจากผลมีรสเปรี้ยว  ในบางโอกาสจึงใช้แทนมะนาวได้  และมีสรรพคุณเช่นเดียวกับมะนาว  แต่รสเปรี้ยวจะอ่อนกว่า

                รากมีรสขม  บำรุงธาตุ  เจริญอาหาร

 

9.        ต้นยอบ้าน

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Morinda  Citfolia, Linn

วงศ์  RUBIACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่วไปเรียก  ยอ  ยอบ้าน  ทางพายัพเรียก  มะตาเสือ

ลักษณะ  ต้นยอบ้าน  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบใหญ่กว่าใบหูกวางเล็กน้อย  หนาแข็ง  สีเขียวสด  ก้านใบเป็นสี่เหลี่ยม ใบเป็นมัน  มีดอกเล็กสีขาวติดเป็นกระจุก  คล้ายผลมะละกอ  มีผลกลม ๆ ยาว ๆ ขนาดและลักษณะคล้ายฟองไข่เป็ดงาม ๆ  มีตาเป็นปุ่ม ๆ รอบผล  คล้ายผลสับปะรดหรือสาเก  สีเขียวสดอ่อน ๆ  พอสุกก็เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลอ่อนนุ่ม  มีกลิ่นรุนแรงมาก

ประโยชน์  :  ใบ  มีรสขม  ใช้รองห่อหมกรับประทานทำให้รสอร่อย  น้ำคั้นจากใบสด ๆ สระล้างศีรษะ  เป็นยาฆ่าเหาได้ดี  ใช้สระสัก 2-3  ครั้ง  เหาก็จะหมดไป

การเจริญเติบโต  :  ใช้เมล็ดปลูกก็ขึ้นได้  และขึ้นได้ในดินธรรมดา  ที่ไม่แห้งแล้งจนเกินไปนัก  ปลูกก็ง่าย  ตามวัดก็มีปลูกกันมาก

สรรพคุณ  :  เอาผลมาโขลกกับเกลือผสมกับน้ำผึ้ง  ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทานมื้อละขนาดผลพุทรา 1-2  ลูก  เป็นยาขับผายลมในลำไส้ได้ดีมาก

 

10.    ต้นอโศก

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Saraca  indica

วงศ์  LEGUMINOSAE

ชื่อที่เรียก  อโศก, อโสกา

ลักษณะ  อโศก  เป็นไม้พุ่มใหญ่  ใบค่อนข้างยาว  สีเขียว  ยาวประมาณ 5 – 6  นิ้ว  กว้างประมาณ  2-3  นิ้ว  มีก้านใบยาวออกจากกิ่ง  ปลายก้านมีใบรวมกันอยู่เป็นหมู่  รวมประมาณ  6-8  ใบ  ดอกออกเป็นช่อกลมแต่ไม่โตเหมือนต้นอโศกเขา  แต่ละดอกมี  4  กลีบ  ทุกดอกมีฝอยเหมือนหนวดยื่นออกมายาวประมาณ  1  นิ้วเศษ ๆ  ดอกมีสีเหลืองอมแสด  ฝอยที่แยกจากดอกก็มีสีเดียวกัน  และจะค่อย ๆ  เปลี่ยนเป็นสีเทา ๆ จนถึงปลายของหนวดฝอยนั้น  มีกลิ่นหอมน้อย ๆ ดอกมักจะออกในฤดูฝน

การเจริญเติบโต  :  มีปลูกกันตามวัดวาอาราม  ตามป่าก็มีทั่ว ๆ ไป  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการตอนกิ่งหรือแยกต้นไปปลูก  มีทุกภาคของประเทศไทย

ประโยชน์  :  ถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์  เพราะเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา  และปลูกกันเป็นไม้ประดับเสียโดยมาก  ดอกอ่อนเอามาแกงส้ม  ทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็ได้    ใบอ่อนก็นำมาใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

สรรพคุณ  :  ดอกมีรสเปรี้ยว  ใช้รับประทานบำรุงธาตุ  แก้ไอ  ขับเสมหะ

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view