http://www.herbsuper.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ03/09/2010
อัพเดท23/06/2017
ผู้เข้าชม318,232
เปิดเพจ546,158

สมุนไพรไทย มรดกบรรพชนคุณค่าควรคู่สุขภาพ

สมุนไพรหลากหลายชนิดที่คุณต้องการรวมกันที่นี่

ปลาไหลเผือก มหัศจรรย์แห่งสมุนไพรเพื่อศักยภาพความเป็นชายที่สมชาย

ตำรายา "สมุนไพร"โบราณอยู่ที่นี่

"สมุนไพร"ข้อมูลจำเพาะที่คุณควรรู้

วิธีการเก็บสมุนไพร ตามสูตรโบราณ

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่1)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่2)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่3)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่4)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่5)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(คอนที่6)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่7)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่8)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่9)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่10)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่11)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่12)

ผลิตภัณฑ์กาแฟสมุนไพรสำหรับผู้ชายสุดยอดความเป็นชายเพื่อคุณ

เกร็ดความรู้เรื่องเครื่องยาหลัก ๆ

สุดยอดสมุนไพรมหัศจรรย์

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่11)

1.        ต้นกระเจี๊ยบ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Hibiscus

วงศ์  MALVACEAE

ชื่อที่เรียก  กระเจี๊ยบ,  กระเจี๊ยบไทย

ลักษณะ  ต้นกระเจี๊ยบ  เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน  ลำต้นตรงเป็นพุ่มเตี้ย  ต้นสูง  ประมาณไม่เกิน  2  วา  ดอกเขื่อง ๆ  สีเหลือง  บาน  ตรงกลางเป็นสีม่วงหรือสีแดงเข้ม  ใบโตเป็นขน  ลักษณะเหมือนพวกใบน้ำเต้าริมใบเป็นจักและเว้าเข้าเล็กน้อย  ขอบใบเป็นหยิก ๆ  ใบมีสีน้ำเงินแก่จัด ๆ  ดอกมีลักษณะคล้ายดอกลำโพง  มีลูกโตขนาดหัวแม่มือสั้น ๆ  เป็นเฟืองน้อย ๆ  ปลายแหลม  ภายในเป็นยางเมือก ๆ  มีเมล็ดสีขาวเล็ก ๆ  คล้ายเมล็ดกล้วยตานีอ่อน ๆ

ประโยชน์  :  รับประทานเป็นอาหารและเป็นผักได้

                ใยจากเปลือกหุ้มลำต้นอาจนำมาใช้ทำกระสอบ  เชือก  ทำกระดาษแต่ไม่ค่อยดีนัก

การเจริญเติบโต  :  ปลูกขึ้นในดินธรรมดา  ตามเรือกสวนไร่นาทั่ว ๆ  ไปก็ปลูกขึ้นได้  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ  :  กระเจี๊ยบชนิดนี้  ไม่นิยมนำมาใช้ทำยา  แต่จะใช้เป็นอาหารรับประทาน  เมื่อรับประทานแล้วมีประโยชน์ในการบำรุงธาตุ  บำรุงกำลังและเนื่องจากกระเจี๊ยบนี้มีรสเปรี้ยว  จึงกัดเสมหะแก้ไอได้

 

2.        ต้นคงคาเดือด

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Arfeuillea  Arborescens,  Pirere

วงศ์  SAPINDACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  คงคาเดือด  จังหวัดลำปางเรียกช้างเผือก  ทางราชบุรีเรียก  คงคาตะไล

ลักษณะ  ต้นคงคาเดือด  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบมีลักษณะคล้ายใบมะเฟือง  ดอกออกเป็นช่อย่อม ๆ  สีม่วง ๆ  เหลือง ๆ  ออกเป็นช่อดกมาก  ขณะมีดอกไม่ใคร่มีใบ  หรือเป็นเวลาทิ้งใบ  ดูต้นเต็มไปด้วยดอก  ซึ่งส่งกลิ่นหอมไปไกล  ลำต้นผิวเกลี้ยงเกลาคล้ายต้นฝรั่ง

การเจริญเติบโต  :  มีขึ้นประปรายตามป่าราบ  ตามเชิงเขา  ตามป่าโปร่ง  ป่าชื้น  หรือป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแห้งแล้งทั่ว ๆ ไป

สรรพคุณ  :  ใบและเปลือกต้นเอามาต้มใช้น้ำอาบแก้คันได้  แก้อาการโรคไอ  แก้ทรางตัวร้อนและแสบร้อนผิวหนัง  แก้ร้อนในกระหายน้ำ  ดับพิษไข้  เจริญอาหาร  ต้มรับประทานแก้ไข้

                เนื้อไม้  นำมาฝนรับประทานเป็นยาฆ่าพยาธิ

 

3.        ต้นจันทน์โอ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Diospyros  packmannii

วงศ์  EBENACEAE

ชื่อที่เรียก  จันทน์โอ  จันทน์

ลักษณะ  ต้นจันทน์โอ  เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ใบแข็งเขียวดกและหนาทึบ  ต้นโตเป็นพุ่ม  แผ่กิ่งก้านสาขาน่าดู  มีลักษณะคล้ายใบไกร  ลูกกลมเหมือนผลส้ม  ไม่แบนแป้นเหมือนจันทน์ลูกหอม  ลูกโตขนาดลูกส้มเขียวหวานขนาดย่อม  มีกลิ่นหอมและรับประทานได้  เปลือกต้นสีดำ  พอแก่จัดมักเป็นโพรงในลำต้น  ดอกมีสีขาวนวลเล็กเป็นช่อคล้ายดอกพิกุล

การเจริญเติบโต  :  ปลูกกันเป็นไม้ร่ม  และมีปลูกกันตามวัดวาอารามทั่ว ๆ  ไป

                ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด  การตอนกิ่ง

ประโยชน์  :  ผลรับประทานเป็นอาหารได้  เพราะมีรสหวาน  และปลูกไว้เป็นไม้ร่มได้ดี  เนื่องจากต้นเป็นพุ่มหนา

สรรพคุณ  :  เนื้อไม้  ปรุงเป็นยาระงับความร้อน  แก้ไข้ทุกชนิด  ทำให้ตัวเย็น

 

4.        ต้นตองแตก

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Baliospermum  Axillars

วงศ์  EUPHORBIACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่วๆ ไปเรียก  ตองแตก. ถ่อนดี  ทางพายัพเรียก  เปล้าตองแตก

ลักษณะ  เป็นไม่พุ่มขนาดย่อมหรือขนาดกลาง  ใบโตขนาดเท่าฝ่ามือ  ริมใบเป็นจักหยาบ ๆ  ห่าง ๆ  บางใบแตกเป็นแฉกข้างเดียวบ้างสองข้างบ้าง  แต่ส่วนมากไม่ใคร่จะมีแตก  มีดอกเล็ก ๆ  สีเหลืองเรื่อ ๆ  ออกเป็นกระจุก  มีผลโตเท่าปลายนิ้วก้อย  แบ่งออกเป็น  3  พู  คล้ายเมล็ดสลอดหรือเมล็ดสบู่  หรือลูกปัตตาเวีย  เปลือกผลแข็งมาก

การเจริญเติบโต  :  มีขึ้นตามรกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ  ไป  และมักจะมีปลูกกันตามบ้านหมอโบราณทั่ว ๆ ไป

สรรพคุณ  :  รากใช้เป็นยาถ่าย  และถ่ายไม่แรงนัก  เหมาะสำหรับคนที่ธาตุไม่แข็ง  หรือคนที่คนใช้ยาดำเป็นยาถ่ายไม่ได้  เช่น  โรคริดสีดวงทวาร  ใช้ถ่ายแก้น้ำดีซ่านที่คนเจ็บมีอาการผิวเหลือง  หรือคนเป็นโรคตาเนื้อ  ใช้ถ่ายลมเป็นพิษ  ถ่ายพิษพรรดึก  ถ่ายเสมหะเป็นพิษ

                ใบ  ใช้ต้มรับประทานเป็นยาถ่ายเช่นเดียวกัน  ถ่ายพยาธิ  แก้ฟกบวม  แต่เมล็ดถ่ายแรงกว่าใบและราก  ใบ  นำมาแช่น้ำแล้วต้มกินแก้หืดได้

 

5.        ต้นตะโกนา

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Diospyros  Rhodocalyx

วงศ์  EBENACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่ว ๆ  ไปเรียก  ตะโกนา  ทางพายัพเรียก  มะโก  อีสานเรียก  โกต้น

ลักษณะ  ต้นตะโกนา  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบเล็ก  โตขนาดใบข่อย  ค่อนข้างกลม  รีบ้างเล็กน้อย  มีผลกลมเท่าลูกมังคุดขนาดเล็ก  ลักษณะเหมือนลูกมังคุดหรือลูกพลับ  ผลสุกรับประทานเป็นอาหารได้  มีรสฝาดและหวานระคนกัน  เปลือกต้นหนา  สีดำ

การเจริญเติบโต  :  ปลูกกันตามบ้านและเรือกสวนไร่นาทั่ว ๆ ไป  ตามป่าดอนก็มีบ้าง  นิยมปลูกกันตามวัดและตามสวน

ประโยชน์  :  ถ้าจะปลูกเล่นไม้ประดับ  หรือเอามาทำเป็นไม้ดัดได้ก็สวยงามดี  ผลตะโกนเมื่อขณะที่ดิบมียาง  ใช้ย้อมแหหรืออวนได้  เพราะมีน้ำฝาด

สรรพคุณ  :  ผลมีรสฝาดเฝื่อนขม  แก้ท้องร่วง  แก้ตกโลหิต  แก้ท้องเสีย  แก้บวม  แก้พยาธิ  แก้มวนท้อง  ขับพยาธิ  แก้กษัย  แก้ฝีเน่าเปื่อย

                เปลือกผล  นำมาเผาเป็นถ่าย  เอาแช่น้ำรับประทานขับระดูขาว ขับมุตกิด  ขับปัสสาวะ

                เปลือก  เยาแก้มะเร็ง  เอาเผาเป็นด่างแช่น้ำ  รับประทานขับระดูขาว  ขับปัสสาวะ  เอาต้มกับเกลือ  รักษารำมะนาด  แก้ปวดฟัน  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ  เปลือกของต้นตะโกนานี้  นำมาต้มรับประทานเป็นน้ำชาเป็นยาบำรุงไปในตัว

                เปลือกและเนื้อไม้ของต้น  รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ  ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น  บำรุงกำลัง  บำรุงความกำหนัด  แก้โรคกามตายด้าน

 

6.        ต้นตะขบป่า

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Flacourtia  indica

วงศ์  FLACOURIACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  ตะขบป่า  บางแห่งเรียก  ตานเสี้ยน

ลักษณะ  ต้นตะขบป่า  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ต้นใบและผลก็เหมือนกับต้นตะขบไทยทั้งสิ้น  ใบดกหนาทึบ  ต้นและกิ่งมีหนามแหลมยาวระเกะระกะไปทั้งต้น  ผลกลมเล็กกว่าผลตะขบไทยเล็กน้อย  เมื่ออ่อนมีสีเขียวพอแก่สุกเป็นสีเข้มปนดำ  มีรสหวานและฝาดเล็กน้อย

ประโยชน์  :  ผลรับประทานเป็นอาหารได้

สรรพคุณ  :  เนื้อไม้นำมาปรุงยาแก้ท้องร่วง  แก้บิดมูกเลือก  ขับพยาธิ  ขับไส้เดือน  แก้ตานขโมยได้ดี  ทำเป็นยาขับเหงื่อ

                ต้นและราก  ต้มรับประทานแก้โรคผิวหนัง  แก้ประดงผื่นคันตามตัว

 

7.        ต้นชะเอมป่า

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Albizzia  Myriphylla

วงศ์  LEGUMINOSAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  ชะเอมป่า  ทางพายัพเรียก  ส้มป่อยหวาน  ทางจังหวัดตราดเรียก  ตาลอ้อย

ลักษณะ  ต้นชะเอมป่า  เป็นไม้เถายืนต้นขนาดกลาง  ใบเล็กเป็นฝอยละเอียดคล้ายต้นส้มป่อยหรือต้นตันหยงหรือต้นกระถิน  มีฝักก็คล้ายคลึงกัน  ฝักบิดงอ  ดอกออกเล็กฟูเป็นช่อสีขาว  มีหนามตามกิ่งก้านและลำต้น  ดอกมีกลิ่นหอมเนื้อในเถามีรสหวานคล้ายชะเอมจีน

การเจริญเติบโต  :  มีขึ้นตามพื้นที่ราบตามเชิงเขา  ตามป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ  ไป  จะพบมีมากทางตะวันออก

สรรพคุณ  :  ต้น  แก้ไอ  ทำให้ชุ่มคอ  แก้น้ำลายเหนียว  แก้โรคในคอ  แก้ลม  แก้รัตตะปิตตะโรค  บำรุงธาตุ  บำรุงกำลัง  และกล้ามเนื้อ

                ราก  ใช้เป็นยาระบาย

                ใบ  ขับโลหิตระดู

                ดอก  ช่วยย่อยอาหาร  ทำให้เสมหะงวดเข้า  แก้ดีและโลหิต

                เนื้อไม้  แก้โรคในคอ  แก้เลือดออกตามไรฟัน  บำรุงธาตุและบำรุงกำลัง

                บำรุงกล้ามเนื้อให้เจริญ  ขับเสมหะ  แก้น้ำลายเหนียว

 

8.        ต้นทองหลางน้ำ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Erythrina  Fusca

วงศ์  LEGUMINOSAE

ชื่อที่เรียก  ทองหลาง  ทองหลางน้ำ  ทองหลางหนาม

ลักษณะ  ต้นทองหลาง  เป็นต้นไม้ขนาดกลาง  ใบหนามน  ใบโตป้อมคล้ายใบถั่วพู  แต่โตประมาณ  3-4  นิ้วฟุต  ก้านหนึ่งๆ  มีใบย่อยรวม  3  ใบ  ตามต้นและกิ่งก้านมีหนามเล็ก ๆ  แหลมคมตลอดต้น  ดอกออกเป็นช่อแน่นคล้ายดอกแคแดง  มีสีแดงเข้มงามสะดุดตา  ออกดอกเวลาทิ้งใบ  ต้นทองหลางเป็นไม้ที่ใช้รากดูดเก็บเอาน้ำในดินไว้เลี้ยงลำต้นได้มากกว่าไม้ชนิดอื่น  ชาวสวนจึงนิยมปลูกต้นทองหลางไว้ในร่องสวนมาก เพราะต้นทองหลางเก็บน้ำได้ดีมาก  ทำให้พื้นดินเย็นชุ่มชื่น  และต้นไม้อื่น ๆ  ก็อาศัยอาหารจากต้นทองหลางเลี้ยงชีพได้

ประโยชน์  :  ต้นทองหลางใช้เป็นไม้ร่มได้ดี  ใบแก่เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้  เช่น  เอามาเลี้ยงแพะ  แกะ  กระต่าย  ใบอ่อนรับประทานเป็นผักได้

การเจริญเติบโต  :  หักกิ่งปักดินก็เป็นต้นได้  กิ่งใหญ่ๆ  ใช้เลี่ยมทำเสาเข็มปลุกบ้าน  และสดชื่นอยู่ในดินได้นานถึง  50-60  ปี ไม่ผุผัง  และทองหลางไม่ต้องการน้ำเป็นอาหารมาก  จึงชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้น้ำทั่วไป

สรรพคุณ  :  ใบและเปลือกมีรสเฝื่อนเอียน  แก้เสมหะและลมเป็นพิษ  ใช้หยอดตาแก้พิษตาแดง  ฝ้าฟาง  เปียกแฉะได้ดีมาก

 

9.        ต้นเปล้าใหญ่

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Croton  oblongifolius,  Roxb

วงศ์  EUPHORBIACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่ว ๆ  ไปเรียก  เปล้าใหญ่  ทางพายัพเรียก  เป้าหลวง

ลักษณะ  ต้นเปล้าใหญ่  เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่  หรือเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม  ใบโตยาวกว่าต้นเปล้าชนิดอื่น ๆ  ใบมีสีเขียวหม่น ๆ  ริมใบมีจักน้อย ๆ ลำต้นค่อนข้างนวล  ต้นโตขนาดต้นมะยม  ดอกออกเป็นช่อสีขาว ๆ  เหลือง  ๆ  ลำต้นสูงประมาณ  1-3  วา

การเจริญเติบโต  :  จะพบมีขึ้นเป็นหมู่ ๆ  และมีมากทางภาคเหนือ  ทางภาคตะวันออกก็มีบ้าง  แต่ไม่มากนัก

สรรพคุณ  :  เปลือกและใบ  นำมาปรุงเป็นยารักษาโรคท้องเสีย  แก่น  บำรุงโลหิต  โลหิตประจำเดือน

                ดอก  ปรุงเป็นยาขับพยาธิ

 

10.    ต้นผักเบี้ย

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Trianthema  Decandra,  Linn

วงศ์  AIZOACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ ไปเรียก  ผักเบี้ย  ภาคกลางและราชบุรีเรียก  ผักเบี้ย

ลักษณะ  ต้นผักเบี้ย  เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนเล็ก ๆ  ลำต้นเล็ก ๆ  เลื้อยพาดไปตามพื้นดินเรี่ย ๆ  ดิน  ลำต้นเป็นสีน้ำตาล  เป็นไม้อ่อนไปทั้งต้น  กิ่งของใบแยกจากเถา  ลำต้นสองข้าง  มีสีเขียวค่อนข้างดำ  ใบเล็กยาวประมาณ  2-4  เซนติเมตร  กว้างประมาณ  1-2  เซนติเมตร  มีดอกสีเหลือง ๆ  เล็ก ๆ  ขึ้นที่ปลายยอดของกิ่งใบ

การเจริญเติบโต  :  ขึ้นได้ในดินชุ่มชื้น  แตกกิ่งก้านเจริญสาขาออกไปเอง  เอาทั้งต้นหรือดึงถอนไปทั้งต้นไปวางไว้ที่ใด ๆ  ก็ขึ้นได้  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการแยกต้นหรือหน่อต้น

ประโยชน์  :  จะปลูกไว้เป็นไม้ประดับไว้ดูเล่นก็ได้  แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จักกัน  จึงไม่ใคร่มีใครปลูก

สรรพคุณ  :  ต้นผักเบี้ย  เป็นไม้ที่นำมาทำยา  มีรสเย็น  ปรุงเป็นยาแก้พิษสัตว์กัดต่อย  แก้แมลงพิษตะขาบ  แมลงป่องได้

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view