1. ต้นว่ายหอยแครง
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Haemanthus multiflorus
วงศ์ : AMARYLLIDACEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่วไปเรียก ว่านแสงอาทิตย์ ว่านหอยแครง ทางพายัพเรียกว่านกระทุ่ม จีนเรียก ทั้งเต้ง
ลักษณะ : ต้นว่านหอยแครง เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ใบโตแข็งยาว ปลายใบแหลมคล้ายใบสับปะรดหรือต้นป่านรามี แต่เล็กกว่ามาก หน้าหรือบนใบสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีม่วงแดงเหมือนกันทุกใบ ดอกออกเป็นรูปมีลักษณะคล้ายหอยแครง (ด้วยการที่ดอกมีรูปร่างเหมือนหอยแครง จึงพากันเรียกว่า ว่ายหอยแครง) มีดอกเล็ก ๆ ขาว ๆ ออกทางปากของรูปหอยแครงอีก สวยงามน่าดู
การเจริญเติบโต : มีปลูกกันตามบ้านเรือนและตามป่าทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ขยายพันธุ์ได้ด้วยการแยกหน่อ
ประโยชน์ : ปลูกกันเป็นไม้ประดับ เพราะดอกสวยงาม ต้นให้สีสรรงามน่าดู
สรรพคุณ : ใบสด ๆ สัก 1 – 3 ใบ นำมาต้มกับน้ำ จะมีสีแดงคล้ายด่างทับทิม พอเดือดแล้วหรือยังไม่เดือดก็ตาม เติมน้ำตาลกรวดลงไปเล็กน้อย แล้วเราเอาน้ำนั้นมารับประทาน แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ไอ แก้ปอดและหลอดลมอักเสบ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ฟกช้ำภายในเนื่องจากตกจากที่สูง หรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง เป็นต้น
2. ต้นหัวร้อยรู
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Hydnophytum Formicarium
วงศ์ : RUBIACEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่ว ๆ ไปเรียก หัวร้อยรู จังหวัดตราดเรียก ปุ่มฟ้า
ลักษณะ : หัวร้อยรู เป็นหัวใหญ่กลมโตขนาดผลมะพร้าวห้าว หรือใหญ่กว่าก็มีแล้วแต่อายุของไม้นั้น ได้จากต้นกระเช้าผีมด ซึ่งมีใบเล็กยาวลักษณะคล้ายใบพายที่พายเรือ มักอาศัยเกาะอยู่ตามต้นและกิ่งไม้ใหญ่ ๆ ซึ่งเรามองดูจะมีลักษณะเหมือนคนคอพอก เมื่อเก็บเอาลงมาดูแล้ว ผ่าออกดูจะเห็นภายในผลเป็นรูพรุนย้อนมาตลอดทั้งหัวภายในหัวร้อยรูจะมีมดดำตัวเล็ก ๆ เข้าไปอาศัยอยู่เต็มไปหมด เวลา จะใช้ต้องเอาหัวไปแช่น้ำทิ้งไว้จนกว่าจะออกไปหมด
การเจริญเติบโต : หัวร้อยรู อาศัยเกิดจากต้นกระเช้าผีมด ถือเป็นไม้พวกกล้วยไม้ อาศัยต้นไม้อื่น ๆ เกาะอยู่ จึงจะเจริญงอกงามไปได้
สรรพคุณ : หัวปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับเส้นชีพจรได้ดีมาก ขับพยาธิในท้อง ปรุงเป็นยาแก้พิษในข้อในกระดูก เช่น พิษประดง เป็นต้น ปรุงเป็นยาแก้เข้าข้อ และข้อเท้าปวดบวม เนื่องจากมีมดดำเข้าไปอาศัยอยู่ในหัวร้อยรูเป็นจำนวนมาก จึงเรียกต้นไม้นี้ว่า กระเช้าผีมด เมื่อผ่าออกดูมีรูพรุนไปทั้งหัว จึงเรียกว่าหัวร้อยรู
3. ต้นหางกระรอก
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Uraria Picta
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อที่เรียก : ทั่วไปเรียก หางกระรอก หางอ้น หางหมาจอก
ลักษณะ : ต้นหางกระรอก เป็นไม้ล้มลุกขนาดย่อม เป็นต้นไม้ไม่ใคร่มีกิ่งก้าน ลำต้นสากคาย มีขนอยู่แทบทุกส่วนของต้น ดอกเป็นพู่ยาวประมาณ 15 – 20 มิลลิเมตร ช่อแน่น ยาว 15-20 เซนติเมตร ดอกมีสีชมพูปนม่วง ใบมีสีเขียวยาวรี มีแนวขาวกลางใบ
การเจริญเติบโต : มีเกิดตามป่าโปร่ง ป่าโล่ง
ประโยชน์ : เรามักจะปลูกกันเป็นไม้ประดับ เอาไว้ดูเล่น
สรรพคุณ : รากฝนกันสุราหรือน้ำมะนาว รับประทานและทาด้วย แก้อสรพิษขบกัด
4. ต้นหางจระเข้
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Aloe indica
วงศ์ : LILIACEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่วไปเรียกต้นหางจระเข้ ว่านหางจระเข้ จีนเรียก น่าเต๊า
ลักษณะ : ต้นหางจระเข้ เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน กลบใหญ่ยาวประมาณ 1 ฟุต ใบหนาแข็งและยาว ภายในใบเป็นวุ้นเมือก ๆ ริมใบสองข้างมีหนามแหลมตามครีบใบ โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ใบสีเขียวต้นอ่อน มีเมล็ดกระเป็นประขาว ๆ ที่ใบ ถ้าต้นแก้จัดจวนจะมีดอกกระหรือประขาวก็จะจางหายไป ภายในใบมีวุ้นและเมือกแผ่ออกโคนต้นพ้นดินเล็กน้อย มีก้านแข็งแทงขึ้นมาจากกาบกลางต้น ตรงโคนต้นเป็นก้านแข็ง ต้นสูงประมาณ 3-4 ฟุต มีดอกตอนกลางถึงปลายยอดคล้ายดอกซ่อนกลิ่นตูม ๆ มีสีสลับเหลืองและแดง งามน่าดู แต่ไม่ค่อยจะได้พบเห็นดอกกันหนัก เพราะนาน ๆ จึงจะออกดอกสักครั้งหนึ่ง
การเจริญเติบโต : มีปลูกกันตามบ้านและสวนบ้านหมอไทยและหมอจีนทั่วไป ขยายพันธุ์ได้ด้วยการแยกหน่อ
สรรพคุณ : เหง้าและราก ต้มเอาน้ำรับประทานแก้หนองใน วุ้นในใบ ฝานให้กลมทาปูนแดง ปิดขมับ ทำให้เย็นดูดพิษ แก้ปวดศีรษะได้ดีมาก วุ้นในใบจากโคนก้านใหญ่ ผลิตทำเป็นยาดำ และนำมาใช้รับประทานเป็นยาถ่ายได้ดีมาก และเราก็เรียกกันติดปากว่า แทรกเป็นยาดำ วุ้นที่เรารีดจากใบ นำมาผสมกับสารส้มรับประทานแก้โรคหนองใน
5. ต้นหางนกยูงฝรั่งดอกแดง
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Delonix regia
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อที่เรียก : ทั่วไปเรียก หางนกยูง หางนกยูงฝรั่ง หางนกยูงฝรั่งดอก ทางพายัพเรียก ซมพอหลวง ทางภาคใต้เรียก หงอนยูง
ลักษณะ : ต้นหางนกยูงฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นเกลี้ยงเกลา กิ่งก้านแผ่แจ้ ใบเล็กฝอย คล้ายหางนกยูงไทย ดอกออกเป็นช่อสีแดง เวลาออกดอกจะทิ้งใบเหลือแต่ดอกเต็มต้นงามน่าดูทีเดียว เวลาลมพัดแรง ๆ ดอกจะปลิวไสว ร่วงจากต้นแลดูงามน่าดูเช่นกัน มีฝักโตยาวประมาณ 1 ฟุต ฝักแบนใหญ่ราวไม่เกิน 2 นิ้วฟุต มีเมล็ดคั่นอยู่ในฝักเป็นตอน ๆ
ประโยชน์ : เมล็ดของมันในฝัก ต้มสุกแล้วเอาเยื่อขาวที่หุ้มเมล็ดออก ทำเป็นอาหารรับประทานได้ ต้มเอามาปลูกเป็นไม้ประดับสวยงามดี
การเจริญเติบโต : เดิมเข้าใจว่าเป็นไม้มาจากต่างประเทศ จากเกาะมากามัสกา อเมริกา แต่ได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยช้านานแล้ว ปลูกก็ง่าย ขึ้นได้ในดินทุกชนิด
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณ : ราก ปรุงเป็นยาขับโลหิตระดูของสตรี แก้บวมต่าง ๆ เช่นการบวมในโรควัณโรคที่ตายแล้ว เอามาทอดเป็นอาหารรับประทานได้ มีรสอร่อยดีมาก หายากและขณะนี้มีราคาแพง
ใช้ได้ทั้งต้น มีรสจืดเย็น ใช้แก้พิษร้อน ถอนพิษสัตว์กัดต่อย
6. ต้นหูกวาง
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Terminalia Catappa, Linn
วงศ์ : COMBRETACEAE
ชื่อที่เรียก : ในไทยทั่วไปเรียก หูกวาง ภาคใต้เรียก โคน คัดมือหลุมบัง พายัพเรียก ตาปัง
ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีกิ่งก้านแตกแผ่ออกไปรอบต้นเป็นชั้น ๆ ดูคล้ายฉัตร ถ้าต้นงามจะแตกแผ่ออกเป็น 2-3 ชั้น สวยดี ใบโตใหญ่ รูปลักษณะคล้ายหูของกวางจริง ๆ แต่โตกว่าหูของกลาง จึงเรียกว่าต้นหูกวาง ใบเขียวแก่และหนา ใช้เป็นไม้ร่มดี ดอกเป็นช่อเล็กๆ ยาวๆ เหลืองๆ มีผลเกิดจากดอกกลมแบน ๆ มีสันขึ้นเป็นปีกโดยรอบ เมล็ดในโต รับประทานได้เป็นอาหาร
การเจริญเติบโต : เป็นไม้ที่เกิดตามป่าราบทั่ว ๆ ไป ปลูกตามบ้านตามวัด เป็นร่มบังแดดได้ดี เพราะใบมีพุ่มงาม ขึ้นได้ในดินทุกภาคของประเทศไทย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ร่มได้ดีมาก แต่ไม่ใคร่มีใครปลูกใกล้ตัวอาคารบ้านเรือน ยิ่งเป็นตึกยิ่งไม่น่าปลูก เพราะเป็นไม้โตเจริญเร็ว รากจะดันตัวอาคารทำให้ตัวอาคารแตกหรือร้าวเสียหายหมด
ใบแก่ให้สีขี้ม้าและนำมาใช้ในการย้อมผ้าได้
เมล็ด นำเอามาทำเป็นอาหารรับประทานได้ ต้นหูกวางนี้ มีชื่อทางการค้าว่า Indian almond
ใช้รับประทานเป็นยาแก้ขัดเบา แก้ช้ำรั่ว แก้นิ่ว
7. ต้นอ้อย
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Saccharum Offcinarum
วงศ์ : GRAMINEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่ว ๆ ไปเรียก อ้อย
ลักษณะ : ต้นอ้อย เป็นไม้ล้มลุกจำพวกต้นอ้อ ต้นแขม ลำต้นเป็นปล้อง ๆ มีข้อคั่นระหว่างปล้อง เนื้อไม้ตรงปล้องอ่อนกว่าเนื้อไม้ตรงข้อ มีตาอยู่ที่ข้อ 2 ข้างสลับกัน เราบีบเอาน้ำตาลได้จากเนื้อไม้ตรงปล้องได้น้ำตาลมากกว่าตรงข้อ เปลือกต้นมีสีเหลือง มีรสขมหวาน ลำต้นสูงประมาณ 6-7 ฟุต ใบเล็กยาวเรียวแหลม ดอกออกเป็นฝอยคล้ายดอกข้าวฟ่าง
ประโยชน์ : ต้นอ้อยใช้ในงานมงคล และใช้ในพิธีแต่งงานตามพิธีของจีนหมายถึงสูง ให้มีความยืนนาน น้ำในลำต้นที่ปล้องซึ่งบีบคั้นออกมาได้มีรสหวาน นำมาเคี่ยวทำเป็นน้ำตาลอ้อย
การเจริญเติบโต : ปลูกขึ้นในดินทั่วประเทศไทย ขยายพันธุ์ได้ด้วยการตัดต้นปักชำ
สรรพคุณ : น้ำอ้อย รับประทานแก้เสมหะ หืดไอ แก้ไข้สัมปะชวน แก้นิ่ว แก้ขัดเบา แก้ช้ำรั่ว บำรุงธาตุน้ำ ทำให้เกิดกำลัง ทำให้เกิดน้ำมูตร
8. ต้นอังกาบสีปูน
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Crossandra Undulaefolia
วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่วไปเรียก อังกาบสีปูน
ลักษณะ : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ต้นสูงประมาณ 2 ฟุตเศษ ใบเล็กป้อม ปลายแหลมคล้ายใบพริก แต่ใหญ่กว่าใบพริก ก้านดอกออกเป็นชั้น ๆ ตรงขึ้นไป คล้ายดอกซองแมว สีของดอกเป็นสีปูน จึงเรียกว่าอังกาบสีปูน ออกทางปลายช่อดอก และดูงามน่าดู
ประโยชน์ : ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้นี้เข้าใจว่าเดิมคงเป็นพันธุ์ไม้จากต่างประเทศ
การเจริญเติบโต : ขึ้นได้ในดินทุกชนิด และมีทุกภาคของประเทศไทย ขอให้เป็นดินชุ่มชื้นบ้าง ไม่แห้งแล้วก็แล้วกัน
สรรพคุณ : ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาขับประจำเดือนของสตรีแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
9. ต้นอัคคีทวาร
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Clerodendron Serratam
วงศ์ : VERBENACEAE
ชื่อที่เรียก : ทั่ว ๆ ไปในไทยเรียก อัคคีทวาร
ลักษณะ : เป็นไม้ล้มลุกยืนต้นขนาดย่อมถึงขนาดใหญ่ โคนใบเล็กตอนปลายใบ ใบยาว ริมใบเป็นจักห่าง ๆ ปลายใบแหลมมน มียอดแหลมเล็กน้อย มีรูปคล้ายใบระย่อมหรือใบเข็ม มีดอกออกเป็นช่อสีขาว ๆ แดง ๆ งามน่าดู ลำต้นเป็นพุ่มสูงประมาณไม่เกิน 3-5 ฟุต
การเจริญเติบโต : มีปลูกกันทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ตามบ้านหมอไทย ตามวัดวาอารามก็มีปลูกกันบ้าง
ประโยชน์ : ปลูกกันเป็นไม้ประดับ ใบ ให้สัตว์พาหนะเช่นวัวควายที่เป็นโรคกระเพาะกินหาย
สรรพคุณ : ใบสด ให้หญิงเพิ่งคลอดบุตรรับประทาน
ใบแห้งหรือสด ป่นเผาเอาควันรมหัวริดสีดวงทวารหนัก
ใบและต้น ตำพอกรักษากลากเกลื้อน พอกแก้แวดศีรษะเรื้อรัง แก้ขัดข้อและดูดหนอง ต้นรับประทานแก้เสียดท้อง
ผลสุก ๆ หรือดิบ ๆ ก็ได้ นำมาเคี้ยวค่อย ๆ กลืนกินแต่น้ำลาย แก้ไอ แก้เยื่อตาอักเสบ
รากและต้น นำมาฝนกับน้ำใช้ทาหัวริดสีดวง ใช้เกลื้อนหัวริดสีดวงหรือจะใช้รากหรือต้นป่นเป็นผงโรยในเตา ใช้ควันรมหัวริดสีดวงก็ได้ ทำให้ยุบและฝ่อแห้งไป
ราก เอามาผสมกับขิงและลูกผักชี ต้มกินแก้คลื่นเหียนอาเจียน ทำให้เสียงดี
10. ต้นอัญชันขาว
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Clitoria Ternatea, Linn
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อที่เรียก : ในไทยทั่ว ๆ ไปเรียก อัญชัน อัญชันขาว
ลักษณะ : ต้นอัญชันขาว เป็นไม้เถาล้มลุกเครือ เลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้และที่ต่าง ๆ ใบกลมโตขนาดใบเกล็ดหอยใหญ่ มีลักษณะคล้ายใบพุทราแต่เล็กกว่าใบพุทรา ใบบางกว่าใบพุทรา สีเขียวอ่อนกว่าสีของใบพุทรา ใบย่อยมี 3 ใบ ดอกมีรูปร่างคล้าย เปลือกหอยแครง มีฝักแบนๆ คล้ายกับฝักของหางนกยูงไทย
ประโยชน์ : ดอกสด ๆ นำมาทำเป็นเครื่องเสริมสวย ใช้ทาหรือละเลงศีรษะเป็นยาปลูกผมได้
การเจริญเติบโต : เกิดขึ้นตามที่ลุ่มต่ำแฉะทั่ว ๆ ไป ขึ้นได้ในดินทุกชนิดปลูกก็ง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณ : ราก มีรสเย็นจืด นำมาปรุงเป็นยาบำรุงดวงตา ทำให้ตาสว่างแก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามืดมัว ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ รากเอามาถูฟัน ทำให้ฟันทน แก้ปวดฟัน

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
ติดต่อเรา
ความคิดเห็น