http://www.herbsuper.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ03/09/2010
อัพเดท23/06/2017
ผู้เข้าชม323,715
เปิดเพจ555,711

สมุนไพรไทย มรดกบรรพชนคุณค่าควรคู่สุขภาพ

สมุนไพรหลากหลายชนิดที่คุณต้องการรวมกันที่นี่

ปลาไหลเผือก มหัศจรรย์แห่งสมุนไพรเพื่อศักยภาพความเป็นชายที่สมชาย

ตำรายา "สมุนไพร"โบราณอยู่ที่นี่

"สมุนไพร"ข้อมูลจำเพาะที่คุณควรรู้

วิธีการเก็บสมุนไพร ตามสูตรโบราณ

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่1)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้ (ตอนที่2)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่3)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่4)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่5)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(คอนที่6)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่7)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่8)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่9)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่10)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่11)

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(ตอนที่12)

ผลิตภัณฑ์กาแฟสมุนไพรสำหรับผู้ชายสุดยอดความเป็นชายเพื่อคุณ

เกร็ดความรู้เรื่องเครื่องยาหลัก ๆ

สุดยอดสมุนไพรมหัศจรรย์

ข้อมูลจำเพาะ สมุนไพร ที่คุณควรรู้(คอนที่6)

1.        ต้นฝางเสน

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Caesalpinia  sappan, Linn

วงศ์  CAESALPINEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  ฝาง  ฝางเสน  จังหวัดแพร่เรียก  หนามโค้ง  จีนเรียกโซบั้ก

ลักษณะ  ต้นฝางเสน  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  เช่นเดียวกับพวกต้นพุทรา  ใบเล็ก ๆ  เป็นฝอย  มีลักษณะคล้ายใบต้นหางนกยูงไทย  ดอกออกเป็นช่อใหญ่สีเหลือง  กลางดอกแลบแดง  ดอกใหญ่ราว  15 – 20  มิลลิเมตร  มีฝักแข็งสีน้ำตาลแก้เป็นจุด ๆ  ในเปลือกฝัก  ตัวฝักมีลักษณะคล้ายฝักถั่วแปบ  แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย  ตามต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมคม  แก่นและเนื้อไม้มีสีแดงเข้ม  รสขมหวาน  ถ้าปล่อยให้ถูกอากาศนาน ๆ  เข้า  ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีแดง  เสี้ยนตรง  เนื้อไม้แข็งละเอียดปานกลาง  น้ำหนัก  1  ลูกบาศก์ฟุตต่อ  52-60  ปอนด์

ประโยชน์  :  ใช้ทำเครื่องเรือน  ทำอุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ  แก่นไม้ใช้ทำสีย้อมผ้า  โดยเอาแก่นฝางมาต้มเคี่ยว  จะได้น้ำเป็นสีแดงเข้ม  คล้ายด่างทับทิม  ใช้ย้อมผ้าได้  หรือจะนำมาทำเป็นสีผสมอาหารก็ได้  ไม่มีโทษ

                ราก  ให้สีเหลือง  นำมาใช้ทำการย้อมผ้า  เช่นผ้าไหมได้ดี

การขยายพันธุ์  :  การขยายพันธุ์ได้ด้วยการตอน  หรือโดยการใช้เมล็ดเพาะก็ได้  มีเกิดตามป่าเบญจพรรณ  ตามป่าราบ  ทางภาคอีสาน  ภาคตะวันตก  และภาคอื่น ๆ  ประปรายทั่วไป

สรรพคุณ  :  เนื้อไม้  แก้ท้องร่วง  แก้ธาตุพิการ  แก้ร้อนใน  แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา  แก้โลหิตตกหนัก  เป็นยาขับระดู  แก้เสมหะ  ดี  และโลหิต

                       แก่น  มีรสขมหวาน  แก้คุดทะราด  แก้เสมหะ  แก้โลหิต  แก้ไข้กำเดา  ทำเป็นยาบำรุงโลหิตของสตรี  แก้ปอดพิการ  ขับหนอง  ทำให้โลหิตเย็น  แก้ท้องร่วง  แก้ธาตุพิการ  แก้ร้อน  แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา

                       ในการทำน้ำยาอุทัย  ก็ใช้น้ำต้มของแก่นฝางนี้เป็นหัวหน้า  เพราะให้สีแดงงามน่ารับประทาน  ใช้แก้ร้อนใน  แก้กระหายน้ำได้ดี

               

2.        ต้นฝ้ายแดง

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Gossypium  arboreum

วงศ์  MALVACEAE

ชื่อที่เรียก  ใบไทยทั่วไปเรียก  ฝ้ายแดง

ลักษณะ  ต้นฝ้ายแดง เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง  ใบเล็กเป็นแฉก  สีเขียวเข้ม  โต  ขนาดใบตำลึง  ใหญ่กว่าใบตำลึงเล็กน้อย  ลำต้นกิ่งก้านและใบมีสีแดงเรื่อ ๆ  ดอกมีสีแดง  มีจานรองดอกสามอัน  คล้ายกับฝ้ายขาวมีใยฝ้ายขาวหุ้ม  และเนื้อฝ้ายขาวก็ให้ใยน้อย  เมล็ดเล็กมีสีดำ  และเมล็ดน้อยลำต้นสูงประมาณ  4-5  วา  ใบไม่ค่อยดกนัก

การเจริญเติบโต  :  มีปลูกกันตามบ้านและวัด  เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด

ประโยชน์  :  โดยมากจะปลูกไว้ดูเล่น  หรือใช้ทำเป็นรั้วบ้านเท่านั้น  ไม่ค่อยจะใช้ประโยชน์ทางอื่นเท่าไร

สรรพคุณ  :  ใบปรุงเป็นยาแก้ไข้  ระงับความร้อน  ขับเหงื่อ  เช่นปรุงเป็นยาเขียวและเป็นยาเด็ก  แก้พิษตานซางของเด็ก  กระทุ้งพิษได้ดี

 

3.        ต้นพลูแก

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Houttuynia  Cordata

วงศ์  :  SAURURACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่ว ๆ  ไปเรียก  พลูแก  ทางพายัพเรียก  ผักเข้าตอง

ลักษณะ  ต้นพลูแก  เป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง  เลื้อยพาดพันไปตามที่ต่าง ๆ  ใบเล็ก ๆ  โตประมาณ  2  นิ้วฟุตเศษ ๆ ใบบางกว่าพลูจีน  สีเขียว  มีรสเผ็ดเล็กน้อย  เถามีสีเขียวๆ

ประโยชน์  :  เป็นไม้เถาที่ขึ้นพาดพันไปตามต้นไม้อื่น ๆ  ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป  ขึ้นได้ในที่ชื้น  และไม่แล้งน้ำ  ถ้าจะปลูกเองต้องทำที่ให้พาดพันได้เพื่อให้มันเลื้อยเกาะขึ้นไป

สรรพคุณ  :  ต้น  เป็นยาฆ่าริดสีดวง

                ใบ  ฆ่าเชื้อโรคตามผิวหนัง

                ดอก  แก้โรคตา

                ราก  แก้เลือดและขับลม

                ใช้ทั้งห้า  คือ  นำต้น  ใบ ดอก  ลูก  ราก  มาปรุงหรือรับประทานแก้โรคเรื้อน  มะเร็ง  คุดทะราด  และโรคที่เกิดตามผิวหนังทุกชนิด  แก้น้ำเหลืองเสีย  แก้กามโรค  ทำให้น้ำเหลืองแห้ง

 

4.        ต้นพลูคาว

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์ 

วงศ์  PIPERACEAE

ชื่อที่เรียก  ทั่ว ๆ  ไปเรียก  พลูคาว  ทางจังหวัดเชียงใหม่เรียก  ผักคาวตอง

ลักษณะ  เป็นต้นไม้เล็ก ๆ  ใบหนากลม  ปลายใบแหลมและหนา  ใบโดยประมาณ  1 – 2  นิ้วฟุต  ต้นจะสูงประมาณ  2-3  ฟุต  ถ้าเราเอาใบของมันมาขยี้ดมดู  จะรู้สึกเหม็นคาวเหมือนคาวปลาช่อน

ประโยชน์  :  นิยมนำเอามารับประทานเป็นผักจิ้มปลาร้า  จึงเรียกกันว่า  ผักคาวตอง  ทางภาคกลางจึงไม่ใคร่มีผู้ใดรู้จักกันมากนัก  แต่ทางภาคเหนือนิยมรับประทานกัน

การเจริญเติบโต  :  ปลูกได้งามดีในที่ลุ่มแฉะ  และขึ้นได้ง่ายดี  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการตัดเอามาปักก็ขึ้นได้

สรรพคุณ  :  ใบ  ใช้ปรุงเป็นยาแก้กามโรค  ทำให้น้ำเหลืองแห้ง  ทำให้แผลแห้งเร็ว  แก้โรคเข้าข้อ  แก้โรคผิวหนังทุกชนิด

 

 

5.        ต้นพุทธรักษาเหลือง

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Canna  indica,  Linn

วงศ์  CANNACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  พุทธรักษาเหลือง  ทางพายัพเรียก  ดอกบัวละวงศ์

ลักษณะ  ต้นพุทธรักษาเหลือง  เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน  ต้นสูงประมาณ 1  เมตรเศษ ๆ  ใบสีเขียวอ่อน  ปลายใบแหลม  คล้ายใบว่านมหาเมฆ  ใบโตขนาดใบพายสำหรับพายเรือ  ดอกเล็กยาวแหลมสีเหลืองนวล  แต่ต้นและใบจะไม่สูงใหญ่เหมือนกับต้นพุทธรักษาฝรั่ง  มีลูกกลมมีขนสีเขียวอ่อน  มีขนแบบลูกละหุ่งหรือลูกเร่ว 

การเจริญเติบโต  :  เกิดตามที่ลุ่มต่ำแฉะ  และเกิดได้ในดินทุกภาคของประเทศไทย  ขอให้เป็นดินชุ่มชื้นและพอสมควรก็แล้วกัน  ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อและการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ  :  ต้นพุทธรักษานี้  ใช้แต่หัวของมัน  นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ  แก้วัณโรค  บำรุงปอด  แก้อาเจียนเป็นโลหิต  ใช้เป็นยาสมาน

 

6.        ต้นเพกา

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Oroxylum  indicum,  Vent

วงศ์  BIGNONIACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  เพกา  ทางพายัพและเชียงใหม่เรียก  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิ้นฟ้า

ลักษณะ  ต้นเพกา  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ต้นสูงประมาณ  8-12  เมตร  ใบหนาค่อนข้างกลม  โต  มน ๆ คล้ายใบรงค์ทอง  เป็นพุ่มงาม  มีฝักแบนเป็นแผ่นยาว  คล้ายกับฝักหางนกยูงฝรั่ง  โตประมาณไม่เกิน  2  นิ้ว  ยาวไม่เกิน  1-2  ฟุต  ผักอ่อนรับประทานได้

ประโยชน์  :  ฝักอ่อนรับประทานเป็นผักได้

การเจริญเติบโต  :  เจริญงอกงามในป่าราบ  ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย  ตามบ้านและตามเรือกสวนก็มีปลูกกัน  เพราะฝักอ่อนรับประทานได้

สรรพคุณ  :  เปลือกต้นเพกา  รสฝาดเย็นขมเล็กน้อย  ทำเป็นยาสมาน  ทำน้ำเหลืองให้เป็นปกติ  ดับพิษโลหิต  เปลือกนำมาตำกับน้ำส้มรังมดแดงกับเกลือสินเธาว์  รับประทานขับผายลมในลำไส้  แก้บิด  แก้อาเจียนไม่หยุด

                ฝักอ่อน  ทำให้ขับผายลม

                ราก  ทำเป็นยาบำรุงธาตุ  แก้ท้องร่วง  ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร  แก้ไข้สันนิบาต  ใช้ภายนอกนำมาฝนกับน้ำปูนใส  ทาแก้อาการอักเสบฟกบวม

 

7.        ต้นไพลเหลือง

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Zingiber  Cassumunar,  Roxb

วงศ์  ZINGIBERACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  ไพล  ไพลเหลือง  ทางพายัพเรียก  ปูเลย  พันเลย  เขมรเรียก  ปันเลย

ลักษณะ  ต้นไพลเหลือง  เป็นไม้เถาล้มลุกหัวเนื้ออ่อน  ลงหัวเป็นแง่งติดต่อกันเป็นฟืด  คล้ายพวกขิง  ใบเล็กยาว  ปลายใบเรียวแหลมคล้ายขิงมาก  มีดอกเป็นปุ้ม  คล้ายลูกตุ้มถ่วงนาฬิกา  โตกลม  ปลายแหลมคล้ายลูกมะกอก  มีดอกเล็ก ๆ  แซมออกตามเกล็ด  ดอกงามคล้ายดอกขิงหรือดอกกระทิง  หัวเป็นแง่งสีเหลืองอมเขียวอ่อน ๆ  มีกลิ่นหอมร้อน ๆ  ลำต้นสูงประมาณ  2-3  ฟุต

การเจริญเติบโต  :  ปลูกกันตามบ้านและสวน  ตามไร่  เป็นมีที่เจริญงอกงามในฤดูฝนและจะแห้งตายในฤดูหนาวทุกปี  หรือไม่ก็เหี่ยวแห้งลงไปขยายพันธุ์ด้วยการใช้แง่งหรือหัวปลูก

สรรพคุณ  :  หัว  ฝนทาแก้เคล็ดขัดยอก  ฟกบวม  ทำเนื้อหนังให้เจริญ  รับประทานช่วยในการขับประจำเดือนให้สะดวก  หัวไพลสด ๆ  ตำคั้นเอาน้ำผสมกับเกลือและสุราประมาณ  1  ช้อนโต๊ะ  รับประทานเป็นยาถ่ายแก้บิด  สมานลำไส้

                เอาหัวไพลมาผสมกับน้ำมันเบนซิน  หรือน้ำมันก๊าด  และการบูร  ทา  ถู  นวด  แก้เหน็บชา  แก้เส้นสายตามร่างกายตึง  แก้เมื่อยขบขัดยอกเอาหัวสดโขลกพอกบาดแผลเป็นยาสมานได้ดีมาก  หัวไพลเอามาหมกไฟคั้นเอาน้ำรับประทานแก้บิดได้ดี  เอาหัวไพลสัก  7  แว่น  กินเป็นยาขับลมในลำไส้ได้ดีมา

 

8.        ต้นมหากาฬ

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Gynura  Pseudochina  D.C.

วงศ์  COMPOSITAE

ชื่อที่เรียก  ทั่วไปเรียก  มหากาฬ  ว่านมหากาฬ  มหากาฬเขียว  จีนเรียกอังตังปึง  อีสานเรียก  คำโคก  หนาดแห้ง

ลักษณะ  ต้นมหากาฬเขียว  เป็นไม้ล้มลุกลงหัวเนื้ออ่อน  จำพวกขิงหรือเปราะ  ใบคล้ายใบผักกาด  ยาวประมาณ  4  ฟุต  งอกแผ่อยู่บนดิน  ลำต้นสีเขียวล้วน ๆ  ใบหนาแข็ง  ลงหัวในดิน  ดอกเป็นกระจุกสีเหลืองเล็ก ๆ  เป็นฝอยคล้ายดอกดาวเรือง  แต่เล็กกว่ามาก  ชูก้านสูงขึ้นจากพื้นดินราว  1  ฟุต  ดอกจะอยู่ที่ยอดงามน่าดู  ตามใบมีเว้าทั้งใบ  ลักษณะคล้าย ๆ  ใบเหงือกปลาหมอ  ขึ้นที่โคนต้นเป็นกระจุกแบบต้นโด่ไม่รู้ล้มหรือผักกาด

การเจริญเติบโต  :  ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ  ปลูกขึ้นได้ในดินชุ่มชื้น  มีปลูกกันตามบ้านหมอไทยและหมอจีนมาก

สรรพคุณ  :  ใบสด ๆ  ผสมกับสุรา  ตำพอกฝีหรือพอกหัวลำมะลอก  ทำให้ถอนพิษแก้ปวดแสบปวดร้อน

                หัว  รับประทานดับพิษกาฬ  พิษร้อน  แก้ไข้พิษเชื่องซึม  ระส่ำระสาย  แก้พิษอักเสบ

 

9.        ต้นมะกรูด

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Citrus  Hystrix

วงศ์  RUTACEAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  มะกรูด  ภาคใต้เรียก  ส้มมั่วผี  ทางภาคอีสานเรียก  มะหูด  ทางภาคกลางเรียก  ส้มมะกรูด

ลักษณะ  ต้นมะกรูด  เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม  ใบเขียวหนา  มีคอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ  ดอกสีขาว  เกสรมีสีเหลือง  กลิ่นหอมเล็กน้อย  ผลคล้ายผลส้มซ่า  ผิวหนาเป็นร่องขรุขระทั้งลูก  มีขั้วจุกสูง  ตามต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย  น้ำในลูกมีรสเปรี้ยว

การเจริญเติบโต  :  ปลูกได้ไม่ต้องเลือกดิน  มีปลูกกันตามบ้านเรือกสวนไร่นา  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด  การตอนกิ่งก็ได้

ประโยชน์  :  ใบนำมาปรุงกับอาหารดับกลิ่นคาว  น้ำในผลใช้ในการย้อมผ้า  ทำน้ำยาสระผมได้

สรรพคุณ  :  ราก  กระทุ้งพิษ  ถอนพิษสำแดง  แก้ลมจุกเสียด  แก้พิษฝีภายใน  แก้เสมหะเป็นโทษ

                ลูกมะกรูดนำมาหมักดองทำเป็นยาดอกเปรี้ยวเค็ม  รับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิต  ลูกมะกรูดนี้ถ้าเอามาเผาไฟ  ก่อนเผาคว้านเอาไส้ในออก  แล้วเอามหาหิงคุ์ใส่ในกลางผล  สุมไฟให้เกรียมจนกรอบบดเป็นผงละเอียด  ละลายกับน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กที่คลอดใหม่ขับผายลมดีนัก  แก้ปวดท้อง

                ผิวของลูกมะกรูด  ปรุงเป็นยาลม  ขับลมในลำไส้  ขับระดู

 

10.    ต้นมะกล่ำต้น

 

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Adenanthera  Microsperma

วงศ์  :  LEGUMINOSAE

ชื่อที่เรียก  ในไทยทั่วไปเรียก  มะกล่ำต้น  ทางพายัพเรียก  ก่ำต้น  มะก่ำต้น  ทางใต้และปัตตานีเรียก  ไพ

ลักษณะ  มะกล่ำต้น  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ใบเล็ก ๆ  ดอกสีเหลืองกลมยาว  ออกเป็นช่อแตกสาขา  มีฝักบิด ๆ  งอ ๆ  คล้ายฝักมะขาม – เทศเมล็ดมีสีแดง  มีสันที่กลางเม็ด  โตขนาดเมล็ดข้าวโพด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแกมแดง  มีริ้วสีอ่อนกว่าสีพื้น  เสี้ยนสับสนเป็นริ้วแคบ ๆ  เนื้อไม้ค่อนข้างละเอียด  ทนทาน  มีสีแดง  น้ำหนัก  1  ลูกบาศก์ฟุต  มีน้ำหนักประมาณ  55 – 65  ปอนด์

การเจริญเติบโต  :  มีขึ้นกระจัดกระจายตามป่าชื้น  ป่าแดง  ป่าแล้ง  ป่าดิบ  ป่า  เบญจพรรณทั่ว ๆ  ไป  ขยายพันธุ์ได้ด้วยการใช้เมล็ด  และการตอนกิ่ง

ประโยชน์  :  เป็นไม้น่าปลูก  ให้เม็ดสวย  เนื้อไม้ใช้การได้ดี  ปลูกกันบ้างประปราย  เนื้อไม้แข็ง  ทนทาน  เลื่อยไสกบตบแต่งค่อนข้างยาก  ขัดชักเงาได้ดี  ใช้ทำอุปกรณ์ก่อสร้าง  เครื่องเรือน  เนื้อไม้ให้สีแดง  ใช้ย้อมผ้าได้  ชื่อทางการค้าว่า  Coral  wood

สรรพคุณ  :  ใบ  นำมาต้มรับประทานแก้ปวดข้อ  แก้ลมเข้าข้อ  ทำเป็นยาสมานและยาบำรุงกำลัง  แก้ท้องร่วงและแก้บิด

                เนื้อไม้  เอามาฝนกับน้ำปิดขมับ  แก้ปวดศีรษะ  รับประทานกับน้ำอุ่นแก่อาเจียน

                เมล็ด  ผสมกับน้ำผึ้งรับประทานแก้จุกเสียด  แก้หนองใน

                เมล็ด  นำมาบดพอกใช้ดับพิษ  โดยบดให้เป็นผง  รักษาแผลที่เกิดเป็นหนองและฝี

                เมล็ด  นำมาคั่วไฟให้เกรียม  และเอาเปลือกแดงออกเสีย  ป่นผสมกับยาที่ทำให้ระบาย  ใช้เนื้อเมล็ดป่นขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดเท่านั้น  เป็นยาขับพยาธิเบื่อไส้เดือนตัวตืดได้ดีมาก  จะได้ประโยชน์ทั้งในการเบื่อพยาธิและระบายด้วย

                เมล็ดและใบ  แก้ริดสีดวงทวารหนัก

                ราก  มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย  แก้ทางเสมหะ  แก้ร้อนใน  แก้อาเจียน  แก้หืด  ไอและพิษฝี

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view